Back to Blogs
Hiring For  Thailand's Ev Boom The Leadership Gap That Could Stall Your Investment
Share this Article

ยุคบูมของEVไทย กับความเสี่ยงที่ถูกมองข้าม: แล้วใครจะมาบริหารโรงงาน?

  • Publish Date: Posted about 1 month ago

โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า(EV)กำลังผุดขึ้นเรื่อย ๆในประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านการลงทุน ในขณะที่มาตรการจูงใจด้านการลงทุนและภาษีได้รับความเห็นชอบรวมถึงข้อบังคับด้านการผลิตก็มีผลผูกพันตามสัญญาเรียบร้อยแล้ว แต่กลับมีคำถามหนึ่งที่หายไปจากทุกแผนการลงทุน และหากคุณกำลังลงเงินก้อนโตในตลาดนี้ นี่อาจเป็นคำถามที่ทำให้คุณนอนไม่หลับ

“แล้วใครจะเป็นผู้มาบริหารโรงงาน?”

บทความนี้คือคู่มือฉบับย่อที่จะพาไปเจาะลึกวิกฤตการขาดแคลนผู้นำในธุรกิจ EV ของไทย ทำไมแค่ทุ่มเงินอย่างเดียวถึงแก้ปัญหานี้ไม่ได้ และคุณจะรับมือกับมันได้อย่างไรบ้างก่อนที่วิกฤตขาดคนจะส่งผลกระทบต่อกำหนดการผลิต

เลือกอ่านหัวข้อที่คุณสนใจ:

  1. ทำไมเงินทุนมาถึงก่อนคน

  2. ปัญหาที่เงินแก้ไม่ได้

  3. ทำไมคุณสมบัติที่ต้องการถึงเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา

  4. โจทย์ใหญ่: หาคนไทยที่ทำงานกับนายจีนได้

  5. ทั้งหมดนี้มีความหมายอย่างไรต่อการลงทุนของคุณ

1. ทำไมเงินทุนมาถึงก่อนคน

หากคุณได้ติดตามพาดหัวข่าวในช่วงที่ผ่านมาคงคุ้นเคยดีกับเรื่องราวการลงทุนโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่อนุมัติเม็ดเงินลงทุนไปแล้วราว 1.38 แสนล้านบาทครอบคลุมทั้งซัพพลายเชนของอุตสาหกรรม EV และนอกเหนือจาก BYD แล้ว ยังมีค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีนอีก 6 ราย ได้แก่ Great Wall Motor, Hozon, SAIC, Changan, GAC Aion และ Chery ที่ได้เข้ามาเดินสายพานการผลิตหรือกำลังเร่งสร้างโรงงานอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) บริเวณจังหวัดระยองและชลบุรี

และแรงกดดันหลังจากนี้มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น เพราะตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป รถยนต์ทุกคันที่คุณนำเข้ามาจะต้องได้รับการชดเชยด้วยการผลิตภายในประเทศในอัตราส่วน 1 ต่อ 2 คัน และจะขยับเพิ่มขึ้นสูงถึง 1 ต่อ 3 คันในปี 2027 พูดง่าย ๆ คือการดำเนินการผลิตไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของสิทธิประโยชน์ที่คุณรับมาแล้ว

ซึ่งนั่นหมายความว่า ความต้องการ 'กําลังคน' เข้ามาบริหารโรงงานเหล่านี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นทางเลือกด้วยเช่นกัน

2. ปัญหาที่เงินแก้ไม่ได้

คุณคงเคยเห็นตัวเลขพาดหัวข่าว เกี่ยวกับสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ประเมินว่าทั้งวงการขาดแรงงานมากกว่า 53,000 ตำแหน่งซึ่งตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของคุณหากคุณกำลังลงเงินก้อนใหญ่ในอุตสาหกรรมEV อย่างไรก็ตามการขาดช่างเทคนิคและพนักงานสายการประกอบนี่ต่างหากที่เป็นหนึ่งในสิ่งที่นักลงทุนต้องพิจารณา แต่ปัญหานี้มันจะค่อย ๆ คลี่คลายผ่านระบบอาชีวศึกษาและเป้าหมายพัฒนาทักษะแรงงานของรัฐ

ปัญหาที่แท้จริงของคุณอยู่บนยอดของผังองค์กร และเป็นคนละเรื่องกันเลย

ผู้อำนวยการโรงงานที่เชื่อมโรงงานในไทยเข้ากับบริษัทแม่ระดับโลกได้ หัวหน้าฝ่ายผลิตที่เร่งกำลังการผลิตให้ทันกำหนดได้ หรือแม้กระทั่งหัวหน้าสายซัพพลายเชนที่ประคองเครือข่ายใหม่ที่ยังเปราะบางให้เดินต่อได้ บุคลากรเหล่านี้ไม่ได้ผลิตออกมาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษา และคุณเองก็ไม่สามารถเสกพวกเขาขึ้นมาได้ด้วยเงินทุนสนับสนุนเพื่อการฝึกอบรมบุคลากรเหล่านี้มีอยู่จำกัดในตลาด ส่วนใหญ่มีงานทำอยู่แล้ว และจุดที่นักลงทุนมักพลาดก็คือ คนเก่ง ๆ ระดับแนวหน้านั้นไม่ได้มานั่งไล่ดูประกาศรับสมัครงาน

สถิติในเมืองที่เป็นฐานการผลิตหลักชี้ว่า ร้อยละ75-80ของผู้บริหารระดับสูงนั้นจัดอยู่ในกลุ่มpassiveคือไม่ได้กำลังหางาน และไม่สนใจวิธีการสรรหาแบบเดิม ๆ นั่นหมายความว่า ยิ่งโปรไฟล์ตอบโจทย์มากเท่าไหร่ กำแพงในการเข้าถึงก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

การขึ้นเงินเดือนนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างที่คิด เพราะในขณะที่สถาบันการศึกษาในพื้นที่สามารถผลิตบุคลากรระดับบริหารได้เพียงเศษเสี้ยวของความต้องการ การเพิ่มค่าแรงจึงเป็นเพียงการหมุนเวียนคนกลุ่มเดิมย้ายไปมาระหว่างองค์กรเท่านั้นในปีที่ผ่านมา ร้อยละ42 ของการบรรจุตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในจังหวัดหลักของธุรกิจ EV นั้นเป็นการดึงตัวมาจากพื้นที่อื่น และแม้ว่ากลุ่มทุนในเขต EEC จะยอมทุ่มค่าตอบแทนที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นถึง 15–25% แต่นี่กลับไม่ใช่สัญญาณของตลาดที่มีการเติมกำลังคนหน้าใหม่เข้ามา แต่เป็นสมรภูมิการแย่งชิงบุคลากรกลุ่มเดิมที่มีอยู่อย่างจำกัดกันเอง

3. ทำไมคุณสมบัติที่ต้องการถึงเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ยากกว่าการตั้งโรงงานทั่วไป ก็คือคุณสมบัติของบุคลากรที่คุณต้องการนั้นเปลี่ยนไปเร็วกว่าความสามารถในการผลิตคนของตลาด

ปัจจุบันวงจรการพัฒนาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถูกบีบให้สั้นลงเหลือเพียงประมาณหนึ่งปีเท่านั้นทำให้ตลาดต้องการผู้บริหารที่ไม่ได้เก่งเพียงเรื่องการผลิต แต่ต้องเข้าใจในเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และการเชื่อมระบบเข้าด้วยกัน ผู้อำนวยการโรงงานที่โตมาจากสายงานการผลิตรถเครื่องยนต์น้ำมันไม่ได้หมายความว่าจะสามารถคุมงานประกอบแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าแรงสูงได้ในทันที ทรัพยากรบุคคลที่มีมูลค่าจึงเป็นคนที่มีทั้งประสบการณ์ในอุตสาหกรรมรถยนต์แบบเดิมและความเข้าใจเทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่ และคนแบบนี้มีอยู่น้อยมากในตลาด

4. โจทย์ใหญ่: หาคนไทยที่ทำงานกับนายจีนได้

มีอีกเรื่องหนึ่งที่ตัวเลขไม่เคยบอก แต่สำคัญมากสำหรับนักลงทุนต่างชาติ

อย่างที่ทราบกันว่าเจ้าตลาดในไทย ณ ปัจจุบันคือบริษัทจีน และหลายรายตั้งเป้าจะจ้างงานคนไทยเป็นหลัก เช่นเดียวกับBYD ที่ประกาศชัดเจนว่าอยากให้พนักงานในไทยเกือบทั้งหมดเป็นคนท้องถิ่นภายในไม่กี่ปีข้างหน้า

ด้วยความต้องการเช่นนี้ทำให้ผู้บริหารที่คุ้นชินกับวัฒนธรรมองค์กรแบบจีนกลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะคนที่เข้าใจกลยุทธ์ทำงานแบบบริษัทจีน คนที่สามารถเจรจากับสำนักงานใหญ่ที่จีนได้แม้จะสื่อสารคนละภาษาหรือต่างเขตเวลา แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถบริหารจัดการบุคลากรหน้างานชาวไทยได้อยู่หมัด

คนแบบนี้หายากและเป็นที่ต้องการสูงสุดในตลาด สิ่งที่สำคัญคือคุณแทบจะไม่สามารถพบเจอบุคคลเหล่านั้นได้เลยหากเป็นฝ่ายรอให้เขาสมัครเข้ามาเอง กลับกันคุณจะต้องเป็นฝ่ายไปตามหาและเข้าไปทาบทามถึงตัวเท่านั้น

5. ทั้งหมดนี้มีความหมายอย่างไรต่อการลงทุนของคุณ

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรม EV ในไทยไม่น่าลงทุน เพราะพื้นฐานโดยรวมยังคงแข็งแรง และทิศทางนโยบายเองมีระบบชัดเจน แต่กลับกลายเป็นว่าเรื่องบุคลากรระดับผู้บริหารจะกลายเป็นตัวชี้ชะตาว่าคุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีหรือไม่ และมันควรได้รับความสนใจพอ ๆ กับที่คุณคิดเรื่องสิทธิประโยชน์ภาษีและสัดส่วนการผลิตในประเทศ

หากลองคิดเป็นการลงทุนสักอย่างหนึ่ง ถ้าโรงงานเปิดช้าไปหกเดือนเพราะหาผู้บริหารมาคุมไม่ได้ มันไม่ใช่แค่เรื่องยุ่งยากของฝ่าย HR แต่มันคือสัดส่วนการผลิตที่ทำไม่ถึง สิทธิประโยชน์ภาษีที่โดนเรียกคืน และแผนส่งออกที่ต้องเลื่อน สรุปคือ การหาผู้บริหารไม่ได้ มีราคาเป็นเงินเหมือนกับทุกส่วนของการลงทุน

ดังนั้น ถ้าคุณคิดที่จะเข้าสู่ตลาดนี้ มีสามเรื่องที่ต้องคิด:

คิดเรื่องตัวผู้บริหารตั้งแต่ตอนตรวจสอบวิเคราะห์สถานะและสภาพแวดล้อมของธุรกิจ (due diligence) ไม่ใช่ไปลุ้นเอาหลังจากนั้นเวลาที่ควรวางแผนว่าใครจะมาคุมโรงงาน คือก่อนที่เราจะลงเสาเข็ม ไม่ใช่หลังจากที่ผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาแล้ว

อย่าหวังว่าประกาศรับสมัครงานจะเข้าถึงคนที่ใช่ในเมื่อบุคลากรระดับผู้บริหารส่วนใหญ่เป็น passiveคือไม่ได้กำลังหางานและไม่สนใจวิธีการสรรหาแบบเดิมๆคุณต้องเป็นฝ่ายเข้าหาและทาบทามพวกเขาเอง การลงประกาศหรือหาด้วยตัวเองอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในตอนนี้ ควรที่จะมีแผนสำรอง (contingency) ไว้เสมอ

การสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถและเข้าใจองค์กรถือว่าเป็นงานยากและต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะทางเป็นอย่างมากการที่ไปจ้างหัวหน้าฝ่ายผลิตทั่ว ๆ มาแทนคือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้บ่อยและแพงที่สุด

การลงทุนในประเทศไทยที่เน้นการสร้างโรงงานก่อนสร้างคน นั่นเป็นการตัดสินใจที่ถูกแล้ว เพราะกำลังการผลิตเป็นตัวดึงบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามา แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนที่จะมีสิทธิ์ได้เป็นผู้ชนะในรอบนี้ คือนักลงทุนที่สามารถสรรหาและทาบทามบุคลากรที่เป็นทรัพยากรที่หาได้ยากมาได้ และที่สำคัญในเชิงกลยุทธ์ แล้วลงมือสรรหาเขาด้วยความเอาจริงเอาจังเท่ากับที่ทุ่มเงินลงทุน

กำลังวางแผนหาทีมผู้บริหารให้โรงงาน EV ในไทยอยู่ใช่ไหม? Monroe Consulting Group เชี่ยวชาญทางด้านการสรรหาผู้บริหารระดับสูงและระดับโรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและรถยนต์ไฟฟ้าของไทย เราหาตัว เข้าถึง และคว้าตัวผู้บริหารที่โรงงานคุณต้องการ ติดต่อเราที่ info@monroeconsulting.co.thเพื่อพูดคุยถึงรายละเอียดเพิ่มเติม

< Back to Blogs
Blog Img

ยุคบูมของEVไทย กับความเสี่ยงที่ถูกมองข้าม: แล้วใครจะมาบริหารโรงงาน?

โรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า(EV)กำลังผุดขึ้นเรื่อย ๆในประเทศไทยในฐานะผู้นำด้านการลงทุน ในขณะที่มาตรการจูงใจด้านการลงทุนและภาษีได้รับความเห็นชอบรวมถึงข้อบังคับด้านการผลิตก็มีผลผูกพันตามสัญญาเรียบร้อยแล้ว แต่กลับมีคำถามหนึ่งที่หายไปจากทุกแผนการลงทุน และหากคุณกำลังลงเงินก้อนโตในตลาดนี้ นี่อาจเป็นคำถามที่ทำให้คุณนอนไม่หลับ

“แล้วใครจะเป็นผู้มาบริหารโรงงาน?”

บทความนี้คือคู่มือฉบับย่อที่จะพาไปเจาะลึกวิกฤตการขาดแคลนผู้นำในธุรกิจ EV ของไทย ทำไมแค่ทุ่มเงินอย่างเดียวถึงแก้ปัญหานี้ไม่ได้ และคุณจะรับมือกับมันได้อย่างไรบ้างก่อนที่วิกฤตขาดคนจะส่งผลกระทบต่อกำหนดการผลิต

เลือกอ่านหัวข้อที่คุณสนใจ:

  1. ทำไมเงินทุนมาถึงก่อนคน

  2. ปัญหาที่เงินแก้ไม่ได้

  3. ทำไมคุณสมบัติที่ต้องการถึงเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา

  4. โจทย์ใหญ่: หาคนไทยที่ทำงานกับนายจีนได้

  5. ทั้งหมดนี้มีความหมายอย่างไรต่อการลงทุนของคุณ

1. ทำไมเงินทุนมาถึงก่อนคน

หากคุณได้ติดตามพาดหัวข่าวในช่วงที่ผ่านมาคงคุ้นเคยดีกับเรื่องราวการลงทุนโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่อนุมัติเม็ดเงินลงทุนไปแล้วราว 1.38 แสนล้านบาทครอบคลุมทั้งซัพพลายเชนของอุตสาหกรรม EV และนอกเหนือจาก BYD แล้ว ยังมีค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่จากจีนอีก 6 ราย ได้แก่ Great Wall Motor, Hozon, SAIC, Changan, GAC Aion และ Chery ที่ได้เข้ามาเดินสายพานการผลิตหรือกำลังเร่งสร้างโรงงานอยู่ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) บริเวณจังหวัดระยองและชลบุรี

และแรงกดดันหลังจากนี้มีแต่จะเพิ่มสูงขึ้น เพราะตั้งแต่ปี 2026 เป็นต้นไป รถยนต์ทุกคันที่คุณนำเข้ามาจะต้องได้รับการชดเชยด้วยการผลิตภายในประเทศในอัตราส่วน 1 ต่อ 2 คัน และจะขยับเพิ่มขึ้นสูงถึง 1 ต่อ 3 คันในปี 2027 พูดง่าย ๆ คือการดำเนินการผลิตไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของสิทธิประโยชน์ที่คุณรับมาแล้ว

ซึ่งนั่นหมายความว่า ความต้องการ 'กําลังคน' เข้ามาบริหารโรงงานเหล่านี้ ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นทางเลือกด้วยเช่นกัน

2. ปัญหาที่เงินแก้ไม่ได้

คุณคงเคยเห็นตัวเลขพาดหัวข่าว เกี่ยวกับสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) ประเมินว่าทั้งวงการขาดแรงงานมากกว่า 53,000 ตำแหน่งซึ่งตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ของคุณหากคุณกำลังลงเงินก้อนใหญ่ในอุตสาหกรรมEV อย่างไรก็ตามการขาดช่างเทคนิคและพนักงานสายการประกอบนี่ต่างหากที่เป็นหนึ่งในสิ่งที่นักลงทุนต้องพิจารณา แต่ปัญหานี้มันจะค่อย ๆ คลี่คลายผ่านระบบอาชีวศึกษาและเป้าหมายพัฒนาทักษะแรงงานของรัฐ

ปัญหาที่แท้จริงของคุณอยู่บนยอดของผังองค์กร และเป็นคนละเรื่องกันเลย

ผู้อำนวยการโรงงานที่เชื่อมโรงงานในไทยเข้ากับบริษัทแม่ระดับโลกได้ หัวหน้าฝ่ายผลิตที่เร่งกำลังการผลิตให้ทันกำหนดได้ หรือแม้กระทั่งหัวหน้าสายซัพพลายเชนที่ประคองเครือข่ายใหม่ที่ยังเปราะบางให้เดินต่อได้ บุคลากรเหล่านี้ไม่ได้ผลิตออกมาจากวิทยาลัยอาชีวศึกษา และคุณเองก็ไม่สามารถเสกพวกเขาขึ้นมาได้ด้วยเงินทุนสนับสนุนเพื่อการฝึกอบรมบุคลากรเหล่านี้มีอยู่จำกัดในตลาด ส่วนใหญ่มีงานทำอยู่แล้ว และจุดที่นักลงทุนมักพลาดก็คือ คนเก่ง ๆ ระดับแนวหน้านั้นไม่ได้มานั่งไล่ดูประกาศรับสมัครงาน

สถิติในเมืองที่เป็นฐานการผลิตหลักชี้ว่า ร้อยละ75-80ของผู้บริหารระดับสูงนั้นจัดอยู่ในกลุ่มpassiveคือไม่ได้กำลังหางาน และไม่สนใจวิธีการสรรหาแบบเดิม ๆ นั่นหมายความว่า ยิ่งโปรไฟล์ตอบโจทย์มากเท่าไหร่ กำแพงในการเข้าถึงก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

การขึ้นเงินเดือนนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างที่คิด เพราะในขณะที่สถาบันการศึกษาในพื้นที่สามารถผลิตบุคลากรระดับบริหารได้เพียงเศษเสี้ยวของความต้องการ การเพิ่มค่าแรงจึงเป็นเพียงการหมุนเวียนคนกลุ่มเดิมย้ายไปมาระหว่างองค์กรเท่านั้นในปีที่ผ่านมา ร้อยละ42 ของการบรรจุตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงในจังหวัดหลักของธุรกิจ EV นั้นเป็นการดึงตัวมาจากพื้นที่อื่น และแม้ว่ากลุ่มทุนในเขต EEC จะยอมทุ่มค่าตอบแทนที่สูงกว่าภูมิภาคอื่นถึง 15–25% แต่นี่กลับไม่ใช่สัญญาณของตลาดที่มีการเติมกำลังคนหน้าใหม่เข้ามา แต่เป็นสมรภูมิการแย่งชิงบุคลากรกลุ่มเดิมที่มีอยู่อย่างจำกัดกันเอง

3. ทำไมคุณสมบัติที่ต้องการถึงเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา

สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ยากกว่าการตั้งโรงงานทั่วไป ก็คือคุณสมบัติของบุคลากรที่คุณต้องการนั้นเปลี่ยนไปเร็วกว่าความสามารถในการผลิตคนของตลาด

ปัจจุบันวงจรการพัฒนาของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ถูกบีบให้สั้นลงเหลือเพียงประมาณหนึ่งปีเท่านั้นทำให้ตลาดต้องการผู้บริหารที่ไม่ได้เก่งเพียงเรื่องการผลิต แต่ต้องเข้าใจในเรื่องอิเล็กทรอนิกส์ ซอฟต์แวร์ และการเชื่อมระบบเข้าด้วยกัน ผู้อำนวยการโรงงานที่โตมาจากสายงานการผลิตรถเครื่องยนต์น้ำมันไม่ได้หมายความว่าจะสามารถคุมงานประกอบแบตเตอรี่และระบบไฟฟ้าแรงสูงได้ในทันที ทรัพยากรบุคคลที่มีมูลค่าจึงเป็นคนที่มีทั้งประสบการณ์ในอุตสาหกรรมรถยนต์แบบเดิมและความเข้าใจเทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่ และคนแบบนี้มีอยู่น้อยมากในตลาด

4. โจทย์ใหญ่: หาคนไทยที่ทำงานกับนายจีนได้

มีอีกเรื่องหนึ่งที่ตัวเลขไม่เคยบอก แต่สำคัญมากสำหรับนักลงทุนต่างชาติ

อย่างที่ทราบกันว่าเจ้าตลาดในไทย ณ ปัจจุบันคือบริษัทจีน และหลายรายตั้งเป้าจะจ้างงานคนไทยเป็นหลัก เช่นเดียวกับBYD ที่ประกาศชัดเจนว่าอยากให้พนักงานในไทยเกือบทั้งหมดเป็นคนท้องถิ่นภายในไม่กี่ปีข้างหน้า

ด้วยความต้องการเช่นนี้ทำให้ผู้บริหารที่คุ้นชินกับวัฒนธรรมองค์กรแบบจีนกลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก โดยเฉพาะคนที่เข้าใจกลยุทธ์ทำงานแบบบริษัทจีน คนที่สามารถเจรจากับสำนักงานใหญ่ที่จีนได้แม้จะสื่อสารคนละภาษาหรือต่างเขตเวลา แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถบริหารจัดการบุคลากรหน้างานชาวไทยได้อยู่หมัด

คนแบบนี้หายากและเป็นที่ต้องการสูงสุดในตลาด สิ่งที่สำคัญคือคุณแทบจะไม่สามารถพบเจอบุคคลเหล่านั้นได้เลยหากเป็นฝ่ายรอให้เขาสมัครเข้ามาเอง กลับกันคุณจะต้องเป็นฝ่ายไปตามหาและเข้าไปทาบทามถึงตัวเท่านั้น

5. ทั้งหมดนี้มีความหมายอย่างไรต่อการลงทุนของคุณ

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรม EV ในไทยไม่น่าลงทุน เพราะพื้นฐานโดยรวมยังคงแข็งแรง และทิศทางนโยบายเองมีระบบชัดเจน แต่กลับกลายเป็นว่าเรื่องบุคลากรระดับผู้บริหารจะกลายเป็นตัวชี้ชะตาว่าคุณจะได้ผลตอบแทนที่ดีหรือไม่ และมันควรได้รับความสนใจพอ ๆ กับที่คุณคิดเรื่องสิทธิประโยชน์ภาษีและสัดส่วนการผลิตในประเทศ

หากลองคิดเป็นการลงทุนสักอย่างหนึ่ง ถ้าโรงงานเปิดช้าไปหกเดือนเพราะหาผู้บริหารมาคุมไม่ได้ มันไม่ใช่แค่เรื่องยุ่งยากของฝ่าย HR แต่มันคือสัดส่วนการผลิตที่ทำไม่ถึง สิทธิประโยชน์ภาษีที่โดนเรียกคืน และแผนส่งออกที่ต้องเลื่อน สรุปคือ การหาผู้บริหารไม่ได้ มีราคาเป็นเงินเหมือนกับทุกส่วนของการลงทุน

ดังนั้น ถ้าคุณคิดที่จะเข้าสู่ตลาดนี้ มีสามเรื่องที่ต้องคิด:

คิดเรื่องตัวผู้บริหารตั้งแต่ตอนตรวจสอบวิเคราะห์สถานะและสภาพแวดล้อมของธุรกิจ (due diligence) ไม่ใช่ไปลุ้นเอาหลังจากนั้นเวลาที่ควรวางแผนว่าใครจะมาคุมโรงงาน คือก่อนที่เราจะลงเสาเข็ม ไม่ใช่หลังจากที่ผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นมาแล้ว

อย่าหวังว่าประกาศรับสมัครงานจะเข้าถึงคนที่ใช่ในเมื่อบุคลากรระดับผู้บริหารส่วนใหญ่เป็น passiveคือไม่ได้กำลังหางานและไม่สนใจวิธีการสรรหาแบบเดิมๆคุณต้องเป็นฝ่ายเข้าหาและทาบทามพวกเขาเอง การลงประกาศหรือหาด้วยตัวเองอาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในตอนนี้ ควรที่จะมีแผนสำรอง (contingency) ไว้เสมอ

การสรรหาบุคลากรที่มีความสามารถและเข้าใจองค์กรถือว่าเป็นงานยากและต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะทางเป็นอย่างมากการที่ไปจ้างหัวหน้าฝ่ายผลิตทั่ว ๆ มาแทนคือความผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้บ่อยและแพงที่สุด

การลงทุนในประเทศไทยที่เน้นการสร้างโรงงานก่อนสร้างคน นั่นเป็นการตัดสินใจที่ถูกแล้ว เพราะกำลังการผลิตเป็นตัวดึงบุคลากรที่มีความสามารถเข้ามา แต่อย่างไรก็ตามนักลงทุนที่จะมีสิทธิ์ได้เป็นผู้ชนะในรอบนี้ คือนักลงทุนที่สามารถสรรหาและทาบทามบุคลากรที่เป็นทรัพยากรที่หาได้ยากมาได้ และที่สำคัญในเชิงกลยุทธ์ แล้วลงมือสรรหาเขาด้วยความเอาจริงเอาจังเท่ากับที่ทุ่มเงินลงทุน

กำลังวางแผนหาทีมผู้บริหารให้โรงงาน EV ในไทยอยู่ใช่ไหม? Monroe Consulting Group เชี่ยวชาญทางด้านการสรรหาผู้บริหารระดับสูงและระดับโรงงานในอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูงและรถยนต์ไฟฟ้าของไทย เราหาตัว เข้าถึง และคว้าตัวผู้บริหารที่โรงงานคุณต้องการ ติดต่อเราที่ info@monroeconsulting.co.thเพื่อพูดคุยถึงรายละเอียดเพิ่มเติม